รีไฟแนนซ์บ้านต้องทำประกันใหม่ไหม แล้วของเก่าทำยังไง



สวัสดีครับผม วิน Guru Living ครับ วันนี้ผมจะคุยกับหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากๆและผมเชื่อว่าเป็นคำถามของของหลายๆคนเลยนะครับ นั่นคือเมื่อส่วนมากเราผ่อนบ้านไปครบ 3 ปี เราก็จะต้องไปรีไฟแนนซ์บ้านการถูกต้องไหมครับ แต่มันจะมีคำถามนึงนะครับที่ผมได้รับมาเยอะมากๆเลยนั่นก็คือประกัน mrta หรือประกัน ที่เราทำไว้กับธนาคารเดิมเราจะต้องทำยังไงกับมันจะต้องยกเลิกไหมจะต้องทำใหม่ไหม สรุปแล้วจะได้เงินคืนไหมเดี๋ยววันนี้จะมาเล่าให้ฟังนะครับ

ผมขอเล่าตัวประกัน MRTA ให้คนที่ยังไม่ทราบฟังสักนิดนะครับ

MRTA คือ ประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อหรือ Mortgage Reducing Term Assurance คือ ประกันที่มีไว้คุ้มครองเราในฐานะผู้กู้และคุ้มครองธนาคารในฐานนะผู้ให้กู้ครับ พูดง่ายๆคือ MRTA เราทำไว้เพื่อป้องกันว่าถ้าวันนึงเราซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่อยู่แล้วหรือไม่สามารถผ่อนต่อได้แต่ก็จะมีคนมารับผิดชอบเงินก้อนนี้แทนเราครับประมานนี้

ซึ่ง MRTA จะคุ้มครองด้วยวงเงินและระยะเวลาที่เรากำหนดครับ ในที่นี้เราสามารถกำหนดได้ครับว่าเราจะให้เขาคุ้มครองกี่เปอร์เซ็นต์ของวงเงินสินเชื่อ 100% 90% 80% และเราก็สามารถเลือกได้ด้วยนะครับว่าเราจะให้เขาคุ้มครองกี่ปีให้จบอายุสัญญาเลยไหมหรือคุ้มครองสัก 20 ปี 15 ปีไหมแล้วแต่เรากำหนดเลยครับ

ซึ่งอีก 1 ข้อควรรู้นะครับสำหรับประกัน mrta นั่นคือเราจะทำหรือไม่ทำก็ได้นะครับธนาคารไม่มีสิทธิ์บังคับให้เราทำประกัน mrta เวลาเราซื้อบ้านเพียงแต่ว่านะครับถ้าเกิดว่าเราทำประกัน mrta โดยส่วนมากเราจะได้เรทอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่าเราไม่ทำครับ

เป็นประมาณนี้นะครับสำหรับ mrta ซึ่งคำถามครับในกรณีที่เรารีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่แล้วเราจะทำยังไงกับประกัน mrta ตัวนี้เราต้องทำใหม่ไหมหรือตัวนี้เราต้องยกเลิกไหม

1. เวนคืนกรมธรรม์เก่า และทำใหม่
การเวนคืนกรมธรรม์ ถ้าพูดเป็นภาษาบ้านๆๆนั่นคือการปิดประกันตัวเดิมครับ และขอเงินที่เราจ่ายไปในแต่ละงวดออกมา แต่ต้องบอกว่าจำนวนเงินที่จะได้ออกมาจะมากหรือน้อย หรือน้อยมากก ก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ผ่านการคุ้มครองไปแล้วและเงื่อนไขของกรมธรรม์ แต่ที่แน่ๆครับเงินที่ได้จากการเวนคืนประกันนั้นอาจน้อยกว่าที่จ่ายไปตามระยะเวลาที่คุ้มครองไปแล้วและตามเงื่อนไขที่ผู้ให้ประกันกำหนด

2. เปลี่ยนชื่อผู้รับผลประโยชน์ในกรมธรรม์
กรณีที่ 2 นี้เราไม่จำเป็นจะต้องปิดกรมธรรม์เดิมหรือเวนคืนกรมธรรม์เดิมนะครับเราเพียงแต่เปลี่ยนชื่อผู้รับผลประโยชน์ในกรมธรรม์ที่เราทำไว้แล้วจากเดิมเป็นธนาคาร A พอเราย้ายไปธนาคารดีเราก็ไปเปลี่ยนชื่อผู้รับผลประโยชน์ให้เป็นธนาคาร B
ซึ่งข้อดีของการทำแบบนี้คือเราไม่ต้องเสียเงินไปเริ่มทำประกันฉบับใหม่ครับคือเราใช้ของเดิมที่เรามีอยู่แล้วต่อไปได้เลย
แต่ก็มีข้อควรระวังเหมือนกันนะครับสำหรับคนที่รีไฟแนนซ์บ้านแล้วขยายวงเงินเพิ่มเพื่อที่จะเอาเงินไปตกแต่งต่อเติมหรือซ่อมแซมบ้านเนี่ยบางครั้งทุนประกันเดิมที่ทำครั้งแรกอาจจะไม่เพียงพอกับการรีไฟแนนซ์ครั้งใหม่นะครับ ก็ต้องพิจารณาเพิ่มเติมด้วย

สรุปนะครับถ้าถามผมโดยส่วนตัวนะครับผมจะแนะนำว่า ให้ลองพิจารณาจะเลื่อนไขของตัวเราเองครับ

ถ้าเราอยากได้เงินก้อนบางส่วนไปปิดหนี้ และเราอยากได้อัตราดอกเบี้ยเรทพิเศษจากธนาคารใหม่เราอาจจะ เวนคืนกรมธรรม์เก่าและไปเริ่มทำเป็นประกันตัวใหม่กับธนาคารใหม่เลยก็ได้ครับครับเพราะโดยส่วนมากถ้าเรารีไฟแนนซ์พร้อมกับทำประกัน mrta ไปด้วยเนี่ยเราจะได้อัตราดอกเบี้ยในเรทพิเศษครับซึ่งมันจะถูกกว่าการไม่ทำอยู่แล้ว

2. ถ้าเราไม่ได้เพิ่มวงเงินในการรีไฟแนนซ์และเราไม่อยากจะเสียค่าทำประกันตัวใหม่เราอาจจะเลือกที่จะเปลี่ยนชื่อผู้รับผลประโยชน์ตามข้อ 2 ก็ได้นะครับอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับ Case by Case

แต่สุดท้ายแล้วนะครับผมอยากให้ทุกคนนะครับเข้าใจความสำคัญของการทำประกัน mrta ไว้นะครับ รับประกันตัวนี้สร้างมาเพื่อป้องกันความเสี่ยงว่า ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถผ่อนบ้านได้แล้วก็จะมีคนมารับผิดชอบหนี้ก้อนนี้แทนเราคนข้างหลังเราจะได้ไม่เดือดร้อน ดังนั้นปัจจัยที่สำคัญที่สุดครับในการพิจารณาไม่ว่าจะเป็นเรื่องวงเงิน mrta หรือการเวนคืนต่างๆนะครับผมอยากจะให้เอาเรื่องความคุ้มครองมาเป็นปัจจัยหลักในการคิดด้วยนะครับผมไม่อยากให้เราไปโฟกัสแต่เรื่องเงินที่เราจะได้กลับมาหรือความคุ้มค่าเพียงอย่างเดียว

เพราะจริงๆแล้วเหตุผลที่เราซื้อประกันนะครับนั่นก็คือเราซื้อความคุ้มครองเราซื้อความอุ่นใจให้กับเรานะครับ ก็ฝากไว้ประมาณนี้ครับ

#รีไฟแนนซ์บ้าน #ประกันรีไฟแนนซ์ #mrta #เวนคืนmrta #รีไฟแนนซ์mrta